โทมัส แฟรงค์ ต้องเผชิญวิกฤต! แฟนบอลไก่ โห่นักเตะเมิน หลังฟอร์มตก

หลังผ่านไป 10 นัดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ฤดูกาลนี้ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ภายใต้การคุมทีมของ โธมัส แฟรงค์ (Thomas Frank) ดูเหมือนจะอยู่ในช่วง “กำลังดี” ไม่แพ้ใน UEFA Champions League และอยู่ในโซนท็อป โฟร์ของตารางคะแนนลีก แต่ผลการแข่งขันล่าสุด และบรรยากาศของแฟนบอลที่ Tottenham Hotspur Stadium กลับสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่กำลังหันลง หลังจากเกมที่พวกเขาแพ้ที่บ้านให้กับ เชลซี (Chelsea) 1-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โธมัส แฟร้งก์ ก็เดินรอบสนามเพื่อให้ผู้เล่นของเขาขอบคุณแฟนบอลตามธรรมเนียมหลังเกมบ้านทุกนัด แต่ในขณะที่ผู้เล่นเดินไปรอบสนามนั้น กลับโดนแฟนบอลโห่ส่งลงอุโมงค์ และถูกจับภาพได้ว่า มิคกี้ ฟาน เดอ เฟ่น (Micky van de Ven) กับ เชด สเปนซ์ ( Djed Spence)  เมินแฟร้งก์ เลือกเดินตรงลงอุโมงค์ทันทีโดยไม่ร่วมรอบขอบคุณแฟน

“ผู้เล่นทุกคนแน่นอนว่ารู้สึกหงุดหงิด” แฟร้งก์กล่าวถึงเหตุการณ์ “พวกเขาอยากทำผลงานให้ดี อยากชนะ อยากเล่นให้ดี ดังนั้นผมเข้าใจ”  “ผมคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะรักษาความสม่ำเสมอทั้งในช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี นั่นคือเหตุผลที่ผมเดินไปรอบแฟนบอลอย่างที่ผมทำ มันสนุกกว่าวันที่เราชนะ ผมบอกคุณได้เลย”

เมื่อถูกถามถึงท่าทีของ แวน เดอ เวน และ สเปนซ์ ว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือไม่ แฟร้งก์เสริมว่า “ผมคิดว่าเป็นหนึ่งในประเด็นเล็ก เรา มี Micky และ Djed ที่ทำทุกอย่างที่พวกเขาทำได้” “พวกเขาเล่นได้ดีมากจนถึงฤดูกาลนี้ และทุกคนรู้สึกหงุดหงิด เราทำกันในแบบที่ต่างออกไป ดังนั้นผมไม่คิดว่าเป็นปัญหาใหญ่”

เชียร์เรอร์ ชี้ ท่าทีของ นักเตะที่ออกมาถูกทำให้มันดูใหญ่เกินกว่าเหตุ

สเปนซ์ เนโต้

ในขณะที่ อลัน เชียร์เรอร์ (Alan Shearer)  ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์เกมในรายการ Match of the Day กล่าวว่า ท่าทีของผู้เล่นถูกทำให้เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าเหตุ “ผมเข้าใจดีว่าทำไมผู้เล่นอยากจะกลับเข้าห้องแต่งตัวโดยเร็ว” เขากล่าว “พวกเขาถูกอับอาย โดนโห่ ส่งลงสนาม พวกเขาอยากเข้าไปในห้องแต่งตัวแล้วค่อยขอโทษทีหลัง” “ถึงเทอมส์จะชอบเดินไปรอบ แฟนบอล ผมเข้าใจมุมผู้เล่นว่า พวกเขาเล่นได้แย่มาก และอยากจะลงอุโมงค์อย่างเร็วที่สุด” หลังจากจบฤดูกาลที่ 17 อันดับในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว สเปอร์สเริ่มต้นยุคแฟร้งก์ด้วยชัยชนะ 3 เกมและคลีนชีต 3 ใน 4 เกมแรก โค้ชชาวเดนมาร์กได้กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาต้องการให้สนามของพวกเขาเป็น “ป้อมปราการ” แต่การแพ้ต่อเชลซีหมายความว่าสเปอร์สชนะเพียง 1 จาก 5 นัดในบ้านภายใต้การคุมทีมของเขา

พวกเขาไม่สามารถชนะสองเกมลีกติดต่อกันตั้งแต่เริ่มฤดูกาลด้วยการชนะ เบิร์นลีย์ ( Burnley )  และ แมนฯ  ซิตี้ (Manchester City). และชนะเพียง 1 จาก 5 เกมล่าสุดรวมทุกรายการนับตั้งแต่เบรกทีมชาติเดือน ตุลาคม ฟอร์มในบ้านที่ย่ำแย่สะท้อนแนวโน้มที่เริ่มขึ้นภายใต้ อันเก้ ปอสเตโคกลู (Ange Postecoglou)  เมื่อฤดูกาลที่แล้ว สเปอร์สชนะเพียง 3 จาก 19 เกมพรีเมียร์ลีกในบ้าน (4 เสมอ 12 แพ้) ซึ่งไม่มีทีมใดในดิวิชั่นสูงสุดชนะน้อยกว่านี้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2024 ในบรรดา 4 ดิวิชั่นบนสุดของอังกฤษ มีเพียง เซาแธมป์ตัน (Southampton) เท่านั้นที่ชนะเกมในบ้านน้อยกว่าสเปอร์สในช่วงเวลาเดียวกัน

“จะมีคำถามมากมายขึ้นกับโธมัส แฟร้งก์หลังเกมนี้” อดีต ผู้รักษาประตูพรีเมียร์ลีก ร็อบ กรีน (Rob Green) กล่าวทาง BBC Radio 5 Live “ผมไม่คิดว่าเขาจะได้บทเรียนอะไรใหม่หลังเกมนี้ เพราะเป็นฟอร์มที่ย่ำแย่มากในแง่บอล พวกเขาไม่เคยให้โอกาสตัวเอง ไม่เคยดีขึ้น” อดีตกองกลางสเปอร์ส เจมี่ เรดแนปป์ ( Jamie Redknapp ) กล่าวทาง Sky Sports ว่า การแพ้ครั้งนี้คือ “หนึ่งในการแสดงที่แย่ที่สุดที่ผมเคยเห็นจากสเปอร์ส”

“เกมนี้ง่ายเกินไป” เขาเสริม “ถ้าเป็นมวย ผมคงยุติก่อนพักยก พวกเขาไม่ทิ้งรอยข่วนใน เชลซีเลย ทำให้มันง่ายเกินไป” แฟนบอลเองก็สะท้อนความรู้สึกผ่านการโห่ดังทั่วสนามเมื่อเสียงนกหวีดหมดเวลา

แฟรงค์ เข้าใจความรู้สึกแฟนบอลคลับไก่ แต่ย้ำว่าทีมยังต้องพัฒนาต่อไป และขอให้แฟนบอลสนับสนุน

แฟร้งก์กล่าวว่าเขาเข้าใจความหงุดหงิดของแฟนบอล แต่ขอให้รอต่อไปในระหว่างที่ทีมยังคงพัฒนา“แฟน บอลทำทุกอย่างแล้วเพื่อสนับสนุนเราในเกมที่เราเล่นไม่ดี เชลซีเป็นฝ่ายดีกว่าในวันนั้น” เขากล่าว

“ไม่มีข้อสงสัย และผมพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เรามีแนวรุกที่ใหม่ เราต้องสร้างร่วมกันในเกมที่มีช่วงพักระหว่างเกมน้อย เราจะทำได้ ผมไม่สงสัยเลยว่าจะเกิดขึ้น“ผมคิดว่าทุกทีมที่ผมเคยคุมทำประตูได้เยอะ มันจะเกิดขึ้นอีกที่นี่” ไม่ใช่แค่เรื่องการโจมตีที่เป็นปัญหาของแฟร้งก์  มีเพียง วูล์ฟแฮมป์ตัน (Wolverhampton ) (4 ครั้ง) ที่ทำความผิดจนเสียประตูให้คู่แข่งมากกว่าสเปอร์สในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ โดยสเปอร์สร่วมอันดับกับ แมนฯ ยูไนเต็ด (Manchester United)., น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest ) และ ฟูแล่ม (Fulham ) ที่ทำไว้ 3 ครั้ง

สเปอร์สมีโอกาสแก้ตัวในบ้านอีกสองเกมในสัปดาห์หน้า พบกับ โคเปนเฮเก้น ( Copenhagen)  ในแชมเปี้ยนส์ลีก และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีก หลังจากฤดูกาลลีกที่แย่สุดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แฟร้งก์แน่นอนว่านำพาการพัฒนาเข้ามา แต่ยังมีสิ่งที่ต้องปรับเพื่อทั้งผลการแข่งขันและบรรยากาศในลอนดอนเหนือ “ผมไม่คิดว่าผมอยู่ในเกมที่เราแทบสร้างอะไรเลย” แฟร้งก์กล่าวกับ BBC Sport หลังเกมว่า ทีมของเขาจบเกมด้วย xG (โอกาสได้ประตูที่คำนวณ) เพียง 0.05 “จะมีจุดดีอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ผมกำลังดิ้นรนจะหาอยู่”

เมื่อบอร์นมัธซันเดอร์แลนด์ และสเปอร์ส พลิกบทบาททีมรอง

ในฤดูกาลที่พรีเมียร์ลีกเต็มไปด้วยการแข่งขันสุดเข้มข้น การได้เห็นทีมอย่าง บอร์นมัธ, ซันเดอร์แลนด์ และแม้แต่ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ก้าวขึ้นมาอยู่ในกลุ่มหัวตาราง ถือเป็น “ลมหายใจใหม่” ที่สดชื่นและน่าตื่นตาอย่างแท้จริง

พวกเขาอาจไม่ได้มีงบประมาณระดับมหาเศรษฐีเหมือนทีมยักษ์ใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้แฟนบอลรู้สึกทึ่ง คือ “วิธีการ” ที่พวกเขาเล่นฟุตบอลในปีนี้ — ด้วยระเบียบแบบแผน, ความมุ่งมั่น และความเป็นทีมที่ชัดเจน

บอร์นมัธ – ทีมที่ไม่ยอมเป็นเพียงผู้รอด

หลายคนอาจคาดว่าทีมของ อันโดนี่ อิราโอลา (Andoni Iraola) จะต้องหนีตกชั้นเหมือนฤดูกาลก่อน แต่ตอนนี้พวกเขากลับกลายเป็นทีมที่กล้าเปิดเกมสู้กับทุกฝ่าย

ด้วยระบบการเล่นที่กะทัดรัดและกดดันสูง บอร์นมัธกลายเป็นทีมที่ “เล่นด้วยยาก” ไม่ว่าจะเจอกับทีมเล็กหรือทีมใหญ่ พวกเขามีจังหวะเข้าทำที่รวดเร็ว การเพรสซิ่งต่อเนื่อง และเกมสวนกลับที่เฉียบคม

ผลลัพธ์คือการเก็บแต้มอย่างต่อเนื่องจนขยับขึ้นมาอยู่ในโซนบนของตาราง — สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเปิดฤดูกาล

 ซันเดอร์แลนด์ – ความกล้าของทีมน้องใหม่

เมื่อบอร์นมัธซันเดอร์แลนด์ และ

ทีมดังจากถิ่น “แมวดำ” กลับมาพรีเมียร์ลีกได้ไม่นาน แต่สิ่งที่พวกเขาทำได้ในซีซันนี้คือ “ความกล้า”

พวกเขาไม่ได้เน้นอุด ไม่ได้กลัวการพ่ายแพ้ แต่เลือกที่จะเล่นฟุตบอลในแบบของตัวเอง — บุก, กดดัน, และใช้พลังของนักเตะดาวรุ่งเป็นอาวุธหลัก

หลายเกมที่ซันเดอร์แลนด์สร้างความประหลาดใจ เช่น การเสมอหรือชนะทีมระดับท็อป 6 ทำให้แฟนบอลเริ่มมองเห็นแววของทีมที่อาจกลายเป็น “น้องใหม่จอมแสบ” เหมือนที่เลสเตอร์เคยทำในอดีต

สเปอร์ส – เมื่อโธมัส แฟรงค์ เปลี่ยนแนวคิดทีมให้กลายเป็นเครื่องจักรที่มีระเบียบ

หนึ่งในเรื่องราวที่น่าทึ่งที่สุดคือการเข้ามาของ โธมัส แฟรงค์ (Thomas Frank) ในฐานะเฮดโค้ชท็อตแนม ฮอตสเปอร์

แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากแฟนบอลบางส่วน โดยเฉพาะเรื่อง “เกมรุกที่ยังไม่สร้างสรรค์พอ” แต่สิ่งที่ทุกคนยอมรับคือความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างเกมรับและแท็กติกที่ชัดเจน

“บางครั้งคุณต้องหัดเดิน ก่อนจะวิ่ง”
— ประโยคที่สะท้อนแนวคิดของแฟรงค์อย่างสมบูรณ์แบบ

เขาเริ่มต้นด้วยการแก้ไขจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดในฤดูกาลก่อน — ทีมเสียประตูมากเกินไป, ป้องกันลูกตั้งเตะไม่ได้ และขาดระเบียบเวลาเจอกับทีมเล็ก

ในเวลาสั้น ๆ แฟรงค์สามารถทำให้สเปอร์สกลายเป็นทีมที่ “ป้องกันเหนียวแน่น” และ “เก็บแต้มได้ต่อเนื่อง” แม้จะยังไม่ได้เล่นฟุตบอลสวยงามแบบที่แฟนอยากเห็นก็ตาม

ตอนนี้สเปอร์สรั้งอันดับ 3 ของตาราง — เกินกว่าที่แฟนบอลหลายคนคาดไว้เมื่อเริ่มต้นซีซัน

 “Thomas Frank Effect” – ผลลัพธ์ของระเบียบและความเข้าใจเกม

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ “ร่องรอยของโค้ช” ในทุกจังหวะของสเปอร์ส พวกเขาเป็นทีมที่มีวินัยสูง เคลื่อนที่อย่างมีระบบ และเล่นลูกนิ่งได้อย่างอันตราย

ในเกมที่ต้องรับมือกับทีมใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล พวกเขาอาจไม่ได้ครองบอลมากกว่า แต่กลับมี “ความมั่นใจ” และ “ความเข้าใจเกม” ที่ทำให้คู่แข่งเจาะยากขึ้น

แฟรงค์ไม่พยายามเปลี่ยนทีมให้กลายเป็นอีกหนึ่งแมนฯ ซิตี้ แต่เขาเลือกสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง — ทีมที่เล่นตามแผน, ป้องกันแข็งแกร่ง และอันตรายทุกครั้งที่ได้โอกาสสวนกลับ

โธมัส แฟร้งค์ อาจเป็นการดึงตัวที่ดีที่สุดของ สเปอร์ส ในช่วงซัมเมอร์นี้

โธมัส แฟร้งค์ (Thomas Frank) กล่าวว่าเขากำลัง "ตกหลุมรักกับ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์" หลังจากที่ทีมเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไป 2-0 และแฟนบอลก็รู้สึกเช่นเดียวกัน นักเทคนิคชาวเดนมาร์กคนนี้ไม่สามารถเริ่มต้นชีวิตในพรีเมียร์ลีกกับทีมใหม่ได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว ผลการแข่งขันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาหมายความว่าเป็นการชนะติดต่อกันและคลีนชีตติดต่อกัน พร้อมกับฟุตบอลการโจมตีที่น่าตื่นตาตื่นใจตลอดทาง แฟร้งค์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของ อันเก้ ปอสเตโคกลู  (Ange Postecoglou) หลังจากที่โค้ชชาวออสเตรเลียนำ สเปอร์ส คว้าแชมป์ยูโรปาลีกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เริ่มคว้าใจแฟนบอลทางเหนือ ลอนดอน แล้ว การเริ่มต้นที่น่าประทับใจของเขาเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจของแฟนบอลอย่างกว้างขวางต่อความล้มเหลวที่คิดกันว่าเกิดขึ้นในตลาดซัมเมอร์ของสโมสร และความท้อแท้ต่อประธาน แดเนียล เลวี่ (Daniel Levy) แต่การคว้าตัว แฟร้งค์ จาก เบรนท์ฟอร์ด อาจถือเป็นการคว้าตัวที่ดีที่สุดของสโมสรเลยทีเดียว

ซัมเมอร์ ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและความไม่สมหวังในกาซื้อขาย ของ สเปอร์ส

แมนฯ ซิตี้ 0-2 สเปอร์ส

อารมณ์ที่ สเปอร์ส เป็นอยู่ในซัมเมอร์นี้ค่อนข้างแปลก หลังจากความตื่นเต้นจากการคว้าแชมป์ยูโรปาลีกในตอนท้ายของซีซั่นที่แล้ว แฟนบอลกระหายที่จะเห็นทีมก้าวหน้าต่อไปหลังจากจบอันดับ 17 ในพรีเมียร์ลีก โมฮัมหมัด คุดุส (Mohammed Kudus) ที่คว้าตัวมาจาก เวสต์แฮม ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ และ โจเอา ปาลินย่า (Joao Palhinha) ที่เซ็นสัญญายืมตัวหนึ่งซีซั่นจาก บาเยิร์น มิวนิค เป็นเพียงการเสริมทัพเที่เพิ่มเติมเข้ามาหลังจากที่ อันเก้ ได้จากไปจากสโมสร นอกจากนี้ในทัวร์พรีซีซั่น กัปตัน ซน ฮึง-มิน (Son Heung-min) ได้กล่าวคำอำลาสโมสร ขณะที่ เจมส์ แมดดิสัน (James Maddison) ได้รับบาดเจ็บที่เข่าซึ่งทำให้เขาต้องพักการแข่งขันส่วนใหญ่ของซีซั่น แฟนบอลจึงต้องเผชิญกับความอับอายจากการล่มสลายของดีลสองราย สำหรับเป้าหมายการซื้อขายระดับแนวหน้า สโมสรก็เริ่งทุ่มงบ 60 ล้านปอนด์ในสัญญาของ มอร์แกน กิบส์-ไวท์ (Morgan Gibbs-White) จาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ แต่กลายเป็นว่ากองกลางทีมชาติอังกฤษคนนี้เซ็นสัญญาใหม่กับสโมสรเก่าในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ เท่านั้นไม่พอล่าสุดพวกเขาคิดว่าจะปิดดีลได้แล้วสำหรับ เอเบเรชี่ เอเซ่ (Eberechi Eze) ปีกทีมชาติอังกฤษ แต่กลายเป็นว่าผู้เล่นจาก คริสตัล พาเลซ ดันไปเลือก อาร์เซนอล คู่อริร่วมเมืองลอนดอน ในชั่วโมงสุดท้าย "สิ่งที่แน่นอน 100% คือเรานำผู้เล่นระดับท็อปสองคนเข้ามาในสโมสร - คุดุส และ ปาลินย่า - และทั้งคู่เล่นได้ดีมาก" แฟร้งค์ กล่าว "และ ปาลินย่า ว้าว คุณรู้ไหม บางครั้งผู้เล่นต้องการความมั่นใจ และพวกเขาต้องอยู่ในจุดสูงสุด"

เลวี่ คือแพะของความล้นเหลวในการเจรจา ดีลของ เอเซ่ เมื่อรวมความผิดพลาดที่ผ่านมา แฟนบอลก็ผุดข้อความ "Levy out" ออกมา

ประธานสโมสร เลวี่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์หลังจากการล่มสลายของดีล เอเซ่ และความล้มเหลวในการซื้อขายในช่วงซัมเมอร์นี้ดูเหมือนจะมีความแค้นเพิ่มขึ้นในเสียงเชียร์ "Levy out" จากแฟนบอลเยือน 3,000 คนที่สนาม เอติฮาด สเตเดียม ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันเสาร์ แต่นั่นก็เป็นการตัดสินใจของ เลวี่ ที่จะแยกทางกับ อันเก้  และจ้าง แฟร้งค์ หนึ่งในการวิพากษ์วิจารณ์หลักของ อันเก้  ปอสเตโคกลู  คือการปฏิเสธที่จะปรับตัวให้เข้ากับฝ่ายตรงข้าม เมื่อ สเปอร์ส ชนะเกมนั่นทำให้ แนวทางของโค้ชชาวออสซี่ที่ว่า "มันคือตัวตนของเรา" ได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนบอล มันเริ่มจืดชืดเมื่อทีมอย่าง อิปสวิช และ เลสเตอร์ กลับไปจากทางเหนือ ลอนดอน พร้อมสามคะแนน แต่จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของ อันเก้ กลายเป็นจุดแข็งที่ใหญ่ที่สุดของ แฟร้งค์ ในการแพ้ซุปเปอร์คัพให้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง เมื่อต้นเดือนนี้ สเปอร์ส เกือบจะเอาชนะทีมของ หลุยส์ เอนริเก้ (Luis Enrique) ได้ในเวลาเหลือ 60 วินาที แฟร้งค์ เลือกใช้ฟอร์เมชั่น 3-5-2 โดยใช้ ริชาร์ลิซอน (Richarlison) และ คุดุส ในการโจมตี พร้อมกับกองหลังตัวเพิ่มเพื่อลดภัยคุกคามจาก False Nine อูสมาน เดมเบเล่ (Ousmane Dembele) และปิดกั้นพื้นที่ให้กับปีก เดซิเร่  ดูเอ้  (Desire Doue) และ ควิชา ควารัตสเคเลีย  (Khvicha Kvaratskhelia) ในเกมเปิดซีซั่นพรีเมียร์ลีกของ สเปอร์ส กับ เบิร์นลี่ย์ - เมื่อพวกเขาได้เปรียบและคาดว่าจะครองบอลส่วนใหญ่ - แฟร้งค์ เปลี่ยนไปใช้ฟอร์เมชั่น 4-3-3 และเลือกกองกลางที่ประกอบด้วย ลูคัส เบิร์กวัลล์ (Lucas Bergvall), อาร์ชี เกรย์ (Archie Gray) และ ปาเป มาตาร์ ซาร์ (Pape Matar Sarr) แฟร้งค์ คงฟอร์เมชั่นเดียวกันนี้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันเสาร์ แต่นำ ปาลินย่า และ โรดริโก้ เบนตันคูร์ (Rodrigo Bentancur) - กองกลางที่มุ่งเน้นการป้องกันสองคน - กลับเข้ามาในทีมหลัก "วิธีที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนสามารถปรับตัวได้เร็วขนาดนี้ในตอนต้นของการดำรงตำแหน่ง - บางครั้งใช้กองหลังสี่คน และบางครั้งใช้ห้าคน - แม้แต่การนำ ปาลินย่า และ โรดริโก้ เบนตันคูร์ เข้ามา นั่นคือกลยุทธ์อันชาญฉลาด" มิคาห์ ริชาร์ดส์ (Micah Richards) นักวิเคราะห์ของรายการ Match of the Day กล่าว "โธมัส แฟร้งค์ นำความรู้ในการดูเกมให้จบมาด้วย" ความสามารถในการปรับยุทธวิธีของ แฟร้งค์ เป็นสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากบรรดาผู้ฝึกสอนคนอื่นๆ ในพรีเมียร์ลีก การที่เขาสามารถอ่านเกมและเปลี่ยนแปลงแผนการเล่นได้อย่างรวดเร็วทำให้ สเปอร์ส มีความได้เปรียบเชิงยุทธวิธีที่ชัดเจน ในอดีต สเปอร์ส มักจะติดอยู่กับรูปแบบการเล่นเดิมๆ ไม่ว่าจะเผชิหน้ากับฝ่ายตรงข้ามแบบไหน แต่ภายใต้การนำของ แฟร้งค์ ทีมสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ความยืดหยุ่นนี้ไม่เพียงแค่ปรากฏในการจัดฟอร์เมชั่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเลือกใช้ผู้เล่นด้วย แฟร้งค์ ไม่หลงติดกับผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง แต่เลือกใช้ผู้เล่นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละเกม การมาถึงของ แฟร้งค์ ยังช่วยให้ผู้เล่นหลายคนฟื้นฟูฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะ ปาลินย่า ที่กลับมามีบทบาทสำคัญในทีมอีกครั้ง ถึงแม้จะเพิ่งเริ่มต้นซีซั่นใหม่ แต่ แฟร้งค์ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคือคำตอบที่ สเปอร์ส ต้องการ การที่เขาสามารถทำให้ทีมเล่นได้ดีทั้งในแง่การโจมตีและการป้องกันเป็นสิ่งที่แฟนบอล สเปอร์ส รอคอยมานาน ความสามารถในการปรับตัวของเขาอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำ สเปอร์ส กลับมาสู่การแข่งขันในระดับยุโรปอีกครั้ง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่สดใสสำหรับสโมสรแห่งทางเหนือ ลอนดอน การตัดสินใจของ เลวี่ ในการนำ แฟร้งค์ มาจาก เบรนท์ฟอร์ด อาจกลายเป็นการเคลื่อนไหวที่ชาญฉลาดที่สุดของสโมสรในหลายปีที่ผ่านมา และเป็นการพิสูจน์ว่าบางครั้งการลงทุนที่ดีที่สุดคือการหาผู้ฝึกสอนที่เข้าใจเกมฟุตบอลอย่างลึกซึ้ง สำหรับ แฟร้งค์ แล้ว การย้ายมา สเปอร์ส เป็นก้าวสำคัญในอาชีพการเป็นผู้ฝึกสอนของเขา และการเริ่มต้นที่ดีนี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

sbobet withdrawสมัครสมาชิก sbobet registerแจ้งฝากเงิน sbobet topupแจ้งถอนเงิน
register sbobet
contact line
contact telegram support
Lucky Button World Cup Spin